ในตอนนั้นท่านอาจารย์โกเอ็นก้ามีอายุ 31 ปี ได้มีโอกาสพบกับท่านอาจารย์ซายาจี อูบาขิ่น ซึ่งเป็นวิปัสสนาจารย์ที่เป็นฆราวาสที่ชาวพม่าให้ความเคารพนับถือ จึงตัดสินใจปวารณาตัวและอุทิศตนฝึกปฏิบัติวิปัสสนาและทำงานรับใช้ธรรมะในศูนย์วิปัสสนาที่ร่างกุ้งอยู่14 ปี ท่านอาจารย์อูบาขิ่นจึงได้แต่งตั้งให้ท่านทำหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอน
ต่อมาท่านอาจารย์โกเอ็นก้าได้ย้ายถิ่นฐานกลับไปอยู่ในประเทศอินเดีย และเริ่มต้นสอนการปฏิบัติวิปัสสนาครั้งแรกในประเทศอินเดียให้แก่มารดาและญาติมิตรในปี พ.ศ.2512 ตั้งแต่นั้นมาด้วยวิธีการสอนที่เป็นสากลก้าวข้ามพรมแดนของเชื้อชาติศาสนาได้ดึงดูดผู้คนจำนวนนับหมื่นจากทุกเชื้อชาติศาสนา และจากหลายๆประเทศทั่วโลกมาเข้ารับการอบรม จนต่อมาได้มีการก่อตั้งศูนย์วิปัสสนาตามแนวทางของท่านอูบาขิ่นที่สอนโดยท่านอาจารย์โกเอ็นก้าขึ้นครั้งแรกในประเทศอินเดีย และขยายจำนวนของศูนย์วิปัสสนาไปทุกทวีป (ปัจจุบันมีศูนย์วิปัสสนาจำนวน 241 แห่งทั่วโลก)
นอกจากการสร้างศูนย์วิปัสสนาแล้ว ท่านอาจารย์ยังได้ก่อตั้งสถาบันวิจัยวิปัสสนาขึ้นในอินเดียในปี พ.ศ. 2528 และต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าได้เริ่มสร้างพระมหาเจดีย์วิปัสสนาแห่งโลกที่สร้างเลียนแบบเจดีย์ชเวดากองของประเทศพม่าขึ้นที่เมืองมุมไบด้วยความระลึกถึงท่านอาจารย์อูบาขิ่น ผู้เป็นครูวิปัสสนาและความรู้สึกกตัญญูต่อประเทศพม่าที่ยังคงเก็บรักษาการปฏิบัติวิปัสสนาไว้ จนท่านได้มีโอกาสนำการปฏิบัติวิปัสสนากลับมาเผยแผ่มายังประเทศอินเดียอีกครั้งหลังจากสูญหายไปเป็นเวลานาน เจดีย์ดังกล่าวเป็นสถูปหินที่ไม่มีเสาค้ำยันที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความสูง 325 ฟุต ประยุกต์ใช้เทคนิคการก่อสร้างแบบอินเดียโบราณเข้าเพื่อให้โครงสร้างอันใหญ่โตนี้คงอยุ่ไปหลายพันปี ภายในเป็นโถงขนาดใหญ่รองรับผู้ปฏิบัติธรรมได้ถึง 8 พันคน พระมหาเจดีย์แห่งนี้ยังประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ได้รับจากรัฐบาลศรีลังกาและสมาคมมหาโพธิ์ด้วย
วิธีปฏิบัติที่สอนโดยท่านอาจารย์โกเอ็นก้า เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งสืบทอดมากว่า 2500 ปี พระพุทธองค์ไม่เคยแบ่งแยกลัทธินิกาย ทรงสอนธรรมะซึ่งเป็นหนทางสู่การหลุดพ้นที่เป็นสากล ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าได้เดินตามเส้นทางอันเป็นสากลนี้โดยไม่มีการแบ่งแยกลัทธินิกาย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีผู้สนใจเข้ารับการอบรมจากทุกศาสนาและจากทุกมุมโลก
ปีพ.ศ. 2532 (ค.ศ.1989) ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าและมาตาจี เดินทางไปอบรมที่ศูนย์ Dhamma Mahi ประเทศฝรั่งเศส หลังจากนั้น ท่านได้เดินทางไปจัดอบรมที่ศูนย์ Dhamma Dara และ California Vipassana Center ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในการเดินทางกลับ ท่านอาจารย์ได้แวะเพื่อเปิดศูนย์ Dhamma Bhanu ที่ประเทศญี่ปุ่น
โดยที่ประเทศไทยเป็นทางผ่าน ศิษย์ชาวไทยจึงเชิญท่านอาจารย์โกเอ็นก้าให้มาแสดงปาฐกถาธรรม ในหัวข้อ “วิปัสสนากรรมฐาน: ศิลปะในการดำเนินชีวิต” โดยจัดร่วมกับยุวพุทธิกสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ ธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2532 ซึ่งมีผู้สนใจมาเข้าฟังอย่างล้นหลาม หลังการแสดงปาฐกถา ท่านอาจารย์ได้ตอบคำถามจากผู้ฟัง ซึ่งมีผู้เรียนเชิญให้ท่านมาจัดอบรมวิปัสสนาด้วยตัวท่านเองที่ประเทศไทย และท่านอาจารย์ได้ตอบรับคำเชิญนั้น
ปีต่อมา ระหว่างวันที่ 21-30 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2533 ท่านอาจารย์และมาตาจีได้เดินทางมาจัดอบรมหลักสูตร 10 วันครั้งแรกที่ธรรมสถานว่องวานิช ประเทศไทย
นอกจากการอบรมหลักสูตร 10 วันครั้งแรกนี้ ท่านอาจารย์และมาตาจียังได้เดินทางมาอบรมในหลักสูตร 10 วันที่ศูนย์ธรรมกมลาอีก 2 ครั้ง คือ ในปี พ.ศ. 2536 และ 2538 รวมทั้งมาทำพิธีเปิดเจดีย์ และให้วิปัสสนาในหลักสูตร 30 วันครั้งแรก ที่ศูนย์ธรรมกมลา ในปีพ.ศ. 2541 และในวโรกาสที่เหมาะสม ท่านอาจารย์และมาตาจี จะเข้าพบเพื่อกราบนมัสการสมเด็จพระสังฆราช (สมเด็จพระญาณสังวร) และพระเถราจารย์อีกหลายรูป
การเดินทางมาประเทศไทยในปีพ.ศ. 2544
วันที่ 25 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าและมาตาจี เดินทางมาประเทศไทย ตามคำเชิญของกองทุนธรรมนำสุขในพระสังฆราชูปถัมภ์ (สมเด็จพระญาณสังวร) โดยจุดประสงค์สำคัญ คือ การแสดงปาฐกถาธรรมเฉลิมพระเกียรติเรื่อง “พระไตรปิฎกกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน” โดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จมาเป็นองค์ประธาน หลังจากนั้นท่านอาจารย์ได้แสดงปาฐกถาธรรมโรงแรมปาร์คนายเลิศ และเดินทางไปเยี่ยมศูนย์ธรรมอาภา จังหวัดพิษณุโลก รวมทั้งการตอบคำถามศิษย์ที่มาพบ
ตลอดชีวิตของท่านอาจารย์โกเอ็นก้า ท่านได้รับการประกาศเกียรติคุณและรางวัลมากมาย อาทิ รางวัล “ปัทมภูสนะ” จากประธานาธิบดีของอินเดียในปี 2555 ซึ่งเป็นหนึ่งในรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดที่รัฐบาลอินเดียมอบให้พลเรือนในฐานะที่ท่านได้บำเพ็ญคุณประโยชน์และคุณูปการแก่สังคมและได้รับมอบเกียรติคุณในฐานะที่เป็น “สัญลักษณ์แห่งการปฏิบัติธรรมตามคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” และอื่นๆ เช่น
– จากสมาคมมหาโพธิ์แห่งประเทศอินเดีย ในฐานะที่เป็น “ยอดราชาแห่งวิปัสสนา”
– คณะสงฆ์แห่งประเทศอินเดีย มอบรางวัล ธรรมมุตติ
– มหาวิหารพะโคแห่งประเทศพม่า มอบสมัญญา มหาอุบาสก วิศวะวิปัสสีอาจารย์ (ฆราวาสผู้เป็นอาจารย์สอนวิปัสสนาผู้ยิ่งใหญ่ในสากล)
– วัดปริยัติกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง กรุงร่างกุ้ง ประเทศพม่า มอบสมัญญาในฐานะผู้เปรียบดัง “พระเจ้าอโศกแห่งยุคปัจจุบัน”
– มหาสภาสงฆ์สูงสุดแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา มอบเกียรติคุณในฐานะที่เป็น “อาจารย์แห่งหลักธรรม”
– ได้รับสมัญญา AggaMahaDhammaPacaraka จากสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา
ปริญญากิตติมศักดิ์ต่างๆ
– ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันบาลีนวนาลันทามหาวิหาร รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ในฐานะที่เป็นผู้ทรงคุณประดุจ “มหาสมุทรแห่งวิชา”
– ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันกลางด้านทิเบตศึกษาชั้นสูง แห่งสารนาถ ประเทศอินเดีย ในฐานะ “ผู้เป็นเลิศในการบรรยายวิชา”
ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2556 ด้วยอายุ 89 ปี ท่านทิ้งสมบัติล้ำค่า คือวิธีการปฏิบัติวิปัสสนา ซึ่งปัจจุบันนี้ได้แพร่หลายอย่างกว้างขวางไปทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน